ขึ้นค่าแรง 400บ./วัน แรงงานต่างด้าวหน้าชื่น ส่วนแรงงานไทย ขาขวิดทำอาชีพเสริม ถึงอยู่รอด!

280



โดย ปริญญา ชูเลขา

ทราบดีว่ารัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ ในอีกไม่นานต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแน่นอน 400 – 425 บาทต่อวันชัวร์! แม้จะเพิ่มกำลังซื้อให้จับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดประโยชน์มากนักต่อแรงงานระดับล่าง

ถามว่าทำไม? เพราะยุคนี้สานการณ์การจ้างงาน “สุ่มเสี่ยง” ตกงานเอาง่ายๆ ผู้ใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างต้องมีงานสำรอง หรือ อาชีพเสริม Second Jobs ไว้รองรับด้วย ไม่งั้นอยู่ไม่รอดแน่ๆในสภาวะเศรษฐกิจปากกัดตีนถีบเช่นนี้

ยิ่งคนงานระดับล่างๆ ที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงาน หรือ Layoff เมื่อไร เพราะเดี๋ยวนี้นิคมอุตสาหกรรมเริ่มปรับโครงสร้างการจ้างงาน (ปลด)กันแล้ว ด้วย 2 เหตุผล คือ นำเทคโนโลยีมาแทนคน และ นำแรงงานต่างด้าวเข้ามาแทนแรงงานคนไทย ที่เริ่มแก่ตัว จึงให้เกษียณเร็ว 40-45 ปี บางโรงงานก็ปลดกันแล้ว

เช่น เขตนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรี เมืองแห่งนิคมอุตสาหกรรมอันดับต้นๆของประเทศ มีผู้ใช้แรงงานหลายล้านคน เริ่มปรับโครงสร้างการจ้างงาน จาก “คนไทย” ไปเป็น “แรงงานต่างด้าว” โดยนำเข้าจากบริษัทจัดหางานระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา ลาว เพราะค่าจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกว่าแรงงานไทย ส่วนคนงานไทยที่ได้ทำงานอยู่ได้ในตอนนี้ ถือว่าโชคดี ส่วนคนที่โดนให้ออกต้องยอมรับชะตากรรมไป

ตัวอย่างชีวิตสาวโรงงานคนหนึ่ง ที่ทำงานใน โรงงานแปรรูปไก่สดแช่แข็ง ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เธอเล่าว่า โรงงานของเธอเกินครึ่งโรงงานจ้างแรงงาน สปป.ลาว ได้ค่าจ้างวันละ 318 บาท ส่วนเธอได้ค่าจ้างและโอทีมากกว่าต่างด้าวเล็กน้อย ราวๆ 360 บาทต่อวัน หรือคิดเป็นรายเดือนหมื่นกว่าบาท ซึ่งเดี๋ยวก็ต้องลุ้นว่านายจ้างญี่ปุ่น จะเลิกจ้างเมื่อไร จึงเกิดความรู้สึกตื่นตัวที่อยากจะประกอบอาชีพเสริม หากตกงานจริงๆในเร็วๆนี้ เพราะค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับอยู่ ยังไม่กินพอใช้ทั้ง ค่าผ่อนบ้าน ค่างวดรถและค่าเล่าเรียนลูก จึงหันมาเดินเร่ขายข้าวโพดต้มในโรงงานยามพักเที่ยง

ทุกวันเธอต้องตื่นแต่ตีหนึ่งเพื่อมาต้มข้าวโพดวันละ 30 กิโลกรัม หิ้วข้าวโพดต้มอันหนักอึ้งด้วยสองแขนจากบ้านเพื่อไปรอรถโรงงานที่จะมารอรับตอนตี 4 ตรงหน้าหมู่บ้าน แต่ละวันได้กำไรวันละ 200 บาท สำหรับเธอถือว่าเยอะมากเพราะครึ่งหนึ่งของค่าจ้างขั้นต่ำเลยทีเดียว เธอทำงานวันละ 12-16 ชั่ว กว่าจะได้กลับบ้านหาครอบครัวราวๆ 3-4 ทุ่มขึ้นอยู่กับโอที

นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลา หรือ โอทีชั่วละ 62 บาทสำหรับคนไทย แต่หากเป็นต่างด้าวจะจ่ายต่ำกว่าเล็กน้อย ดังนั้นหากขยันมากก็ได้มาก แต่ถามว่าให้เลือกระหว่างทำโอที กับ ขายข้าวโพดต้มในโรงงาน เธอบอกว่าขายข้าวโพดต้มสุขกายสบายใจมากกว่า เพราะถ้าขายหมดก็กลับบ้านไปหาลูกและสามี แต่หากต้องเลือกทำโอทีกว่าจะได้เงิน 200 บาท ต่ำๆต้อง “ยืนสายพาน” ในโรงงานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ยอมเหนื่อยตื่นตี 4 แบกข้าวโพดต้มหนัก 30 กิโลกรัมยังดีกว่าเมื่อเทียบกับ ค่าโอที ที่ต้องห่างครอบครัวเพราะกลับบ้านดึก

นี่คือเหตุผลทำไมทุกปี วันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค.ของทุกปี ผู้ใช้แรงงาน จึงเรียกร้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ!

ผลการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน สำหรับเธอคงได้ประโยชน์ไม่ประโยชน์ เพราะเธอเป็นแรงงาน “ไร้ฝีมือ” ยืนสายพานการผลิตโรงงานสินค้าเกษตรแปรรูป ที่ประเภทงานแบบเธอที่อายุย่างเข้า 40 ปี ไม่จำเป็นต้องใช้คนไทยอีกแล้ว เพราะมีแรงงานต่างด้าวที่หนุ่มๆสาวๆ แข็งแรงใจสู้พร้อมทำโอทีแบบไม่หวั่น ดังนั้นประโยชน์ของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น จึงมีประโยชน์ต่อแรงงานต่างด้าวมากกว่า สำหรับเธอทางรอดทางเศรษฐกิจหนทางเดียว คือ ตั้งหน้าตั้งตาทำอาชีพเสริม เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มขยับไปขายในตลาดนัดแล้ว เผื่อวันดีคืนดีโดนโรงงานไล่ออกจะได้เอาเงินเลิกจ้างไปเปิดแผงขายข้าวโพดต้ม

ถ้าจะให้ไปเดินขบวนเรียกร้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้กับกระทรวงแรงงาน เธอบอกว่าเสียเวลาทำ อาชีพเสริม เปล่าๆ!


Loading...