‘พลัง’คนงานในวันแรงงานโคตรหมดแรง!

136



By ปริญญา ชูเลขา

ปีนี้ 1 พฤษภาคม “วันแรงงานแห่งชาติ” เงียบเหงา คงเป็นเพราะบรรยากาศทางการเมืองยังมัวๆ พี่น้องผู้ใช้แรงงานยังคงต้องต่อสู้กันต่อไป แม้จะมีความพยายามของพี่น้องแรงงานบางส่วนเดินสู่หนทางการเมืองโดยระบบการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา แม้จะไม่คว้าชัยชนะแต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการขยับขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแแก่ผู้ใช้แรงงาน เพราะถ้ามีผู้แทนแรงงานเป็น สส.บรรยากาศวันแรงงานปีนี้คงคึกคักมีสีสันน่าดู

ไม่เป็นไรเอาใหม่ อนาคตการเมืองไทยรัฐบาลผสมด้วยเสียงปริ่มน้ำแบบนี้คงไม่อยู่ยาวครบ 4 ปี โอกาสพรรคของแรงงานอาจกลับมาก ตอนนี้พรรคแรงงานก็สะสมแต้มสร้างฐานเสียงกันไปพลางก่อน

สถานการณ์จ้างงานในตอนนี้น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า โครงสร้างการผลิตหรือการจ้างงานหลายสาขาอาชีพเปลี่ยนแปลงด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า ดิสรัปทีพ ในโรงงานบางแห่งปรับฐานการผลิตจากเดิมเคยใช้คนมาเป็นใช้หุ่นยนต์แทน เช่น โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดังระดับโลกในจังหวัดปราจีนบุรี ยุบบางแผนกการผลิตทิ้งพร้อมกับเลย์ออฟคนงาน โดยนำเข้าสินค้าจากบริษัทแม่ที่ประเทศจีนผลิตนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่าเนื่องจากใช้หุ่นยนต์ในการผลิต

ทราบกันดีว่าเดี๋ยวนี้ จีน ไม่ใช่ประเทศก๊อบปี้เป็นอย่างเดียว แต่เป็นประเทศล้ำหน้าด้วยนวตกรรมและเทคโนโยี เอาง่ายๆ โทรศัพท์มือถือ หรือ สมาร์ทโฟน ที่ใช้กันอยู่ เบอร์สองในตลาดโทรศัพท์มือถือ เป็นชาติใด พี่น้องแรงงานคงรู้ดี ดังนั้นอย่าประมาทอนาคต จีน จะเป็นชาติยักษ์ใหญ่ในการผลิตสินค้าจากหุ่นยนต์ป้อนตลาดประเทศไทย เมื่อใดโครงสร้างพื้นฐานรถไฟคามเร็วสูงแล้วเสร็จ สินค้าจากจีนจะทะลักมามากมายขนาดไหน

การลงทุนในจีนเพราะค่าจ้างหรือค่าแรงถูกเปลี่ยนไปเป็นแล้ว วันนี้ ลงทุนเพราะผลิตด้วยหุ่นยนต์แทน!

หรือบางแผนกที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคน บางโรงงานปรับเปลี่ยนการจ้างงานเช่นกัน ลดความเสี่ยง ลดอำนาจต่อรองของสหภาพ และ ลดต้นทุนการจ้างงานตามระบบ ด้วยการใช้แรงงานเหมาช่วง มีความยืดหยุ่นในการจ้างงาน หรือ เลิกจ้าง ไม่ต้องแบกรับภารทางกฎหมายแรงงาน ที่ต้องจ่ายค่าชดเชย หรือ มีปัญหาฟ้องร้องกันในศาลแรงงาน

หากเป็นเช่นนั้จริง แรงงานคนจะอยู่กันอย่างไร?

ประเทศไทยแรงงานในต่างจังหวัด หนึ่งคนต้องแบกรับภาระเลี้ยงครอบครัวอย่างต่ำ 3-4 คน ดังนั้นหากตกงานขึ้นมาจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ จะก่อผลกระทบทางสังคมมากขนาดไหน จึงเกิดการเคลื่อนไหวระดับโลกเลยก็ว่าได้ งานแห่งอนาคต หรือ Future of Workที่มุนษย์กับหุ่นยนต์ต้องทำด้วยกันได้ควรเกิดขึ้น

การประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนสมัยพิเศษ ณ โรงแรมสวิสโฮเทล ราฟเฟิล คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์
ประเทศสิงคโปร์

หุ่นยนต์แบ่งเบาภาระงานบางอย่างที่มนุษย์ทำไม่ได้ หรือ ทำงานเสี่ยงแทนมนุษย์ อันนี้ถือว่ารับได้ ส่วน มนุษย์ ยังคงต้องมีงานและรายได้เพื่อเลี้ยงปากท้องต่อไป ไม่งั้น เศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจไทย อยู่ไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจทุกประเทศต่างอยู่ได้ด้วยการบริโภค ไม่มีการบริโภคก็ไม่มีการผลิต คิดง่ายๆ ถ้าคนไม่มีงานทำย่อมไม่มีเงิน หุ่นยนต์ผลิตสินค้าขึ้นมาได้แล้วใครจะบริโภค นี่คือโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องคิด

เช่นเดียวกับผู้ประกอบการ แม้ใช้เทคโนโลยีแทนมนุษย์ลดต้นทุนได้จริง กำไรมากขึ้น แต่ภาพรวมของประเทศเกิดภาวะตกงาน จะผลิตสินค้าขึ้นมาขายใคร เพราะไม่มีกำลังซื้อ กำลังซื้อ หรือ การบริโภคสำหรับประเทศไทย มาจากผู้ใช้แรงงาน 30 กว่าล้านคน นี่คือโจทย์ใหญ่ในการแก้ปัญหาแรงงาน

ข้อเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้จะมีความจำเป็น เพราะค่าแรงขั้นต่ำ คือ การประกันรายได้ขั้นพื้นฐานว่าการทำงานในหนึ่งวันต้องได้ค่าแรงเท่าไร

วันนี้ถ้ารัฐบาลขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจหรือไม่ ผู้ประกอบการบางรายถึงกับบอกว่าถ้าเล่นขึ้นค่าแรงงานกันเป็นแบบนี้ หันไปใช้หุ่นยนต์ทำงานดีกว่า หรือ จ้างแรงงานต่างด้าวดีกว่าไหม และสภาพการจ้างงานจริงๆในโรงงานเกือบทุกแห่ง คนงานไทย ทำงานได้รายได้เกินวันละ 400 บาทอยู่แล้ว ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ต้องขยันทำโอที ค่าแรงขั้นต่ำแค่หลักประกันพื้นฐานเป็นสิทธิทุกคนต้องได้รับ ดังนั้นไม่ว่าค่าแรงขั้นต่ำ จะ 300 หรือ 400 บาท ไม่สำคัญอีกต่อไป

สิ่งสำคัญ คือ ความมั่นคงแห่งชีวิตที่ได้มีงานทำและมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว ตราบเท่าที่มีลมหายใจ


Loading...